คณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนภาครัฐเวียดนาม จากคณะกรรมการประชาชน กรุงฮานอย
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม นำโดย คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนภาครัฐเวียดนาม จากคณะกรรมการประชาชน กรุงฮานอย นำโดย นายเจือง เวียด ดุง (Mr. Trương Việt Dũng) รองประธานคณะกรรมการประชาชน กรุงฮานอย พร้อมคณะ ณ ห้อง Studio 2 ชั้น 6 โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ
นายเจือง เวียด ดุง (Mr. Trương Việt Dũng) รองประธานคณะกรรมการพรรคประชาชนกรุงฮานอย แสดงความประสงค์ที่จะส่งเสริมและต้อนรับการลงทุนเพิ่มเติมจากภาคธุรกิจไทย พร้อมกล่าวถึง “แผนวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะ 100 ปี (100-Year Vision Plan)” ของกรุงฮานอย ซึ่งเป็นกรอบนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกรุงฮานอยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค


นายเจือง เวียด ดุง ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายใต้กฎหมายนครหลวงฮานอย (Hanoi Law) หน่วยงานท้องถิ่นมีความคล่องตัวมากขึ้นในการดำเนินนโยบายด้านการลงทุนและการอนุมัติโครงการบางประเภท ส่งผลให้กระบวนการส่งเสริมการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กรุงฮานอยยังมีแผนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่จำนวน 6 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต


ในส่วนของภาคเอกชนไทย สมาชิกสภาธุรกิจไทย-เวียดนามได้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมนำเสนอแผนการขยายธุรกิจในเวียดนาม เช่น บริษัท Central Retail มีแผนที่จะพัฒนาโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ในกรุงฮานอย และมีความสนใจที่จะหารือเชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐของเวียดนาม เพื่อศึกษารายละเอียดและโอกาสการลงทุนเพิ่มเติม อีกทั้ง ในภาคสถาบันการเงิน กรรมการจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้แสดงความสนใจในการขยายธุรกิจและเครือข่ายสาขาในกรุงฮานอย แต่อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในเวียดนามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินต่างชาติ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเวียดนามเพิ่มความชัดเจน ความโปร่งใส และความต่อเนื่องในการสื่อสารข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ ในภาคอุตสาหกรรม บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ (Srithai) ซึ่งดำเนินกิจการผลิตในประเทศเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2539 และมีฐานการผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนประเภทเมลามีน ได้แจ้งว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้งโรงงานแห่งที่ 4 ในประเทศเวียดนาม เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต ขณะที่บริษัท AJ Plast ได้แสดงความสนใจในการขยายการลงทุนในกรุงฮานอย โดยมุ่งเน้นธุรกิจฟิล์มพลาสติกและผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต อีกทั้ง บริษัท Kim Long Motor ได้นำเสนอแผนการขยายธุรกิจผ่านการส่งเสริมการใช้รถโดยสารประหยัดพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเวียดนามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต อันจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยและเวียดนามในระยะยาว
การหารือครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสการลงทุน ประเด็นด้านกฎระเบียบ และแนวทางความร่วมมือในอนาคต อาทิ การจัดสัมมนาและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศต่อไป


