ชี้ ขัดแย้ง "รัสเซีย-ยูเครน" ทำ "เศรษกิจโลก" เสี่ยงครั้งใหญ่
นักวิเคราะห์มอง ความขัดแบ้ง “ยูเครน-รัสเซีย” ทำเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยง กระทบการฟื้นตัวของหลายประเทศ ดันราคาพลังงานพุ่ง สร้างปัญหาหลายประเทศที่กำลังหาทางออกเรื่องเงินเฟ้อ
วีโอเอ รายงานว่า ในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่มีความอ่อนไหวสูง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน คือ สิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อพุ่ง สร้างความระส่ำให้กับตลาดเงินทั่วโลก สร้างปัญหาให้กับประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคในยุโรป หรือนักธุรกิจ
แม้การที่รัสเซียส่งกองทัพบุกยูเครนในครั้งนี้ และการดำเนินมาตรการลงโทษต่าง ๆ จากชาติตะวันตกจะไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจโลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง เนื่องจากมูลค่าจีดีพีของทั้งสองนั้น รวมกันแล้วมีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 2% ของจีดีพีโลก และเศรษฐกิจชั้นนำทั่วโลกนั้น ยังอยู่ในสภาพที่แข็งแกร่ง หลังฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มาได้
แต่ความขัดแย้งนี้ อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับบางประเทศ และอุตสาหกรรมบางส่วนได้ เพราะรัสเซียคือผู้ผลิตน้ำมันปิโตรเลียมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลกเช่นกัน ส่วนยูเครนนั้นคือผู้ปลูก และส่งออกเมล็ดธัญพืชอันดับต้น ๆ ของโลก
ขณะที่ ตลาดการเงินทั้งหลาย ยังอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงต่อแรงกดดันได้ ในช่วงที่ธนาคารกลางต่าง ๆ กำลังเตรียมจะยกเลิกการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและปรับขึ้นดอกเบี้ยอยู่ เพื่อจัดการกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ ซึ่งการปรับดอกเบี้ยขึ้นนั้น หมายถึงการใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะลดลง และโอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำลงได้
นอกจากนั้น การโจมตีของรัสเซีย อาจทำให้กระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปชะลอตัวลง จากการที่พลังงานซึ่งอยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้วพุ่งขึ้นไปอีก ขณะที่ ยุโรปเองพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึงเกือบ 40% ของความต้องการในภูมิภาค
กระทบการเกษตรยูเครน สะเทือนราคาอาหารโลก
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ภาคการเกษตรของยูเครน ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ และทำให้การส่งออกเมล็ดธัญพืชของประเทศลดลงในช่วงที่ราคาอาหารโลกอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 และบางประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอยู่
ราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูง จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อที่รัฐบาล และธนาคารกลางของชาติต่างๆ พยายามควบคุมอยู่ โดยแคปิตัล อิโคโนมิคส์ ประเมินว่า ผลกระทบที่รุนแรงที่สุด จากความขัดแย้งนี้ จะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศร่ำรวยทั้งหลายเพิ่มขึ้นถึง 2%
ที่มา thebangkokinsight.com
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565